Filed under: Food : อยู่เพื่อกิน
เมื่อไม่นานมานี้ อีวา เพื่อนสาวชาวฝรั่งเศสเรียนจบจะกลับประเทศแล้ว แกให้ช่วยคิดว่า จะซื้อของฝากอะไรจากนิวยอร์คไปให้คุณแม่ดี เพื่อนๆคิดไม่ออก นิวยอร์คไม่ใช่เมืองที่จะมีผลิตภัณฑ์โอท็อปให้ช้อปไปฝากญาติโยมซะด้วย
เสื้อ I Heart NY ก็ไม่เข้าที กระเป๋าถือ ของ Coach ก็เห็นทีจะไม่เข้าท่า เดี๋ยวจะเข้าทำนอง อัฐยายซื้อขนมยาย และถ้าจะซื้อ coach สักใบ คงจะต้องเสียกันหลายอัฐเลยทีเดียว ทำยังไงกันดี เย็นนั้นเธอจะต้องขึ้นเครื่องแล้วสิ
เราเดินหากันอย่างร้อนรนในย่านโซโห จนรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว ต้องหาน้ำตาลให้เลือดหน่อย อีวาจึงแนะนำร้านชีสเค้กร้านหนึ่ง ซึ่งแกโฆษณาชวนเชื่อไว้ว่าอร่อยที่สุดในนิวยอร์ค ร้านตั้งอยู่ในโซโหนี่แหละ ทุกคนตกลงทันทีร้านเป็นร้านเล็กๆเหมือนเป็นกิจการในครอบครัว ชื่อว่า Eileen’s Cheesecake ชีสเค้กของคุณป้าไอลีน ในร้านมีที่นั่งอยู่ไม่ถึงสิบ ด้านหน้ามีตู้โชว์เค้กที่ใช้เป็นเค้าท์เต้อร์ หลุดจากเค้าท์เตอร์ไปเป็นเครื่องปั่น และชีสเค้กเรียงรายอยู่นับร้อย สาวๆในกลุ่มกรี๊ดกร๊าดตามประสา พลางสั่ง มินิชีสเค้ก หรือชีสเค้กขนาดสำหรับหนึ่งคน กันคนละชิ้น มีทั้ง สตรอเบอร์รี่ บานาน่าโอรีโอ บลูเบอร์รี่ และอีกมากมาย ได้ชิมแล้ว อยากจะบินขึ้นฟ้า อร่อยฉุดๆเลย

จากคนที่ไม่เคยชอบกินชีสเค้ก ได้มาเจอของจริงแล้ว กลับไปอุดหนุดทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสามชิ้น วันเกิดใครก็ไปซื้อชีสเค้กเค้ามาแฮปปี้เบิร์ดเดย์ แขกไปใครมาเที่ยวและมาเยี่ยม ก็พาไปอุดหนุนเค้า ทุกคนลงมติแล้วว่า เป็นหนึ่งในร้านที่อร่อยที่สุดในนิวยอร์คจริงๆ ที่บอกว่า หนึ่งในบรรดาร้านอร่อย เพราะว่า นิวยอร์คขึ้นชื่อด้านชีสเค้ก อร่อยกันหลายที่เหลือเกิน แต่ละร้านจะมีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง อย่าง ร้านป้าไอลีนนี่ เนื้อชีสเค้กแกไม่หนักดี กินสบายๆเข้ากับแครกเกอร์บุบรอบๆตัวชีสได้ดีมาก เอาเป็นว่า ใครมีโอกาสได้มาลองไปชิมกันได้ที่ 17 Cleveland Place แถวๆโซโห นั่นแหละ ไม่ก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมเวบไซต์ได้ที่ www.eileenscheesecake.com
สรุปว่า วันนั้น อีวา ตัดสินใจขนสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กขนาด สิบสามนิ้ว ขึ้นเครื่องกลับไปฝากคุณแม่ที่ฝรั่งเศส
Filed under: Food : อยู่เพื่อกิน
สุดสัปดาห์ที่เธอกับฉันไม่ต้องทำอะไร เรามีเวลากันทั้งคู่ ว่างกันทั้งวัน แบบนี้ จะนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องแคบๆก็เสียดายชีวิตเปล่าๆ วันอาทิตย์อากาศดีดีแบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่า อาหารกลางวันแบบไทยๆ ที่ร้านศรีประไพ ร้านเลิฟของคนไทยในนิวยอร์ค มีอาหารไทยวาไรตี้มากๆ ล่าสุดเห็น “เห่าดง” ในรายการอาหารพิเศษ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน และเป็นที่น่าประหลาดใจต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ตีความกันไปต่างๆนาๆว่า เจ้าของร้านอาจจะนำเข้าเนื้องูเห่ามาจากเมืองไทย เอ หรือว่าเค้าใช้เนื้อหมาหว่า นัยน์ว่ามีอะไรเห่าๆด้วย อย่างไรก็ตาม ทางเราจะรับหน้าที่ค้นหาคำตอบและนำมาเสนอให้ผู้อ่านทราบต่อไป โต๊ะเราสั่ง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือเสิร์ฟพร้อม the best ไก่หวาน in town ข้าวมันส้มตำไก่ย่าง ขอเปลี่ยนจากข้าวกะทิเป็นข้าวเหนียว เห็นว่ามันไม่เข้ากันจริงๆ เลี่ยน และข้าวคลุกกะปินอกจากจะล้อมรอบด้วยผักและไก่หวานของโปรดแล้ว ยังจะทำให้เราเกิดอาการตาร้อนต่อคนที่สั่งด้วย กุ้งแห้งทอด อ.ม.จ. (ถ้าติดตามกันมาคงจะรู้ว่าย่อมาจาก โอ้แม่เจ้า) กายหยาบนั่งกินอยู่ในจริต แต่กายละเอียดลุกขึ้นมาเต้นเคล้าน้ำตาแห่งความตื้นตันไปแล้ว อิ่มกันไปตามอัตภาพ ต้องหาที่เดินย่อย จับรถไฟเข้าเมืองทันทีด้วยสัญชาตญาณคนเมือง
และแล้วก็มาถึง 14th Street, Union Square ขอแนะนำย่านนี้ให้คนที่รักการเดิน ฟู้ด มาร์เก็ต เพราะย่านนี้เป็นที่ตั้งของ ฟู้ด มาร์เก็ตคุณภาพถึงสามเจ้า
Whole Food Market เป็นที่สำหรับผู้ที่ห่วงใยสุขภาพกายและสุขภาพโลก เมื่อเข้าไปจะพบกับผลิตภัณฑ์อาหารที่ดูดีมีสกุล ออร์แกนิค ผัก ผลไม้สด แต่ราคาค่อนข้างสูง แนะนำ “365 Garlic Ranch Potato Chips” เป็นเลย์แบรนด์ของเจ้านี้โดยเฉพาะ กินแล้วไม่เจ็บคอ เพราะโรคประจำตัวเราคือเจ็บคอ ปกติจะไม่กินเลย์เลย เพราะกินแล้วจะมีเลือดติดเสมหะออกมา น้ำผึ้งที่นี่ก็ใช้ได้ โยเกิร์ตด้วย แต่ซุ้มบุฟเฟ่ต์ อาหารไม่อร่อยซักอย่าง เคยกินซูชิจืดชืด และแกงอินเดีย ซึ่งฝรั่งทำไม่อร่อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอเตือน ขายได้ไงวะ ปอนด์ละเจ็ดเหรียญแปดเหรียญ
The Food Emporium บนถนนเดียวกัน อันนี้เป็นคลังอาหารเลยก็ว่าได้ หากไปมาร์เก็ตแรกแล้วเห็นคิวยาว หรือบางทีอาจจะหาซื้อของที่เราต้องการไม่ได้เช่น อุปกรณ์ทำขนม ส่วนผสม เป็นต้น ให้มาที่นี่เลย คิวไม่ยาว ของเยอะ แถมมีตู้ให้คิดตังก์เองด้วย
Trader Joe’s สโลแกนเค้าคือ your neighborhood grocery store ส่วนใหญ่จะขายอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง แต่คนเยอะมาก อยากซื้อตั้งหลายอย่าง แต่ไม่เคยได้ซื้อเลย คิวยาวตั้งกะหน้าร้าน แล้วคิวก็วนไปตาม aisle ต่างๆของเค้า คนยืนต่อคิวทั่วร้านไปหมด ได้ข่าวว่าขายไม่ได้แจกฟรี จะคนเยอะอะไรล่ะ ที่ชอบคือร้านไวน์ของเค้า ไวน์ดีมีคุณภาพอัดแน่น ที่สำคัญเค้าใช้ถุงกระดาษ เหมือนถุงห้างไทยไดมารูสมัยก่อนอ่ะ น่ารักดี
เมื่อเดินจนปวดขา ไปนั่งเล่นได้ที่ พาร์คชื่อพาร์คอะไรไม่รู้จำไม่ได้ ชอบพาร์คฝรั่งอย่างนึง คือ คนมาที่นี่เค้ามาผ่อนคลายกันจริงๆ เอาเสื่อมาปูนอน เคยเจอแบบมานั่งปิคนิคบนเสื่อ จิบไวน์ อากาศดี แดดสวย สำหรับคนที่มีน้องหมา ทางรัฐเค้าก็จัด โซนนิ่ง หมาก็มีพาร์คของหมา คือ กั้นที่เอาไว้ให้คนพาหมามาเข้าสังคม พาร์คของหมาจะปูด้วยหินและทราย หมาต่างพันธุ์เล่นกันสนุกสนาน ยืนดูไปก็เพลิดเพลิน ถ้ามีตัวใหม่เข้ามา ทุกตัวก็จะมารุมดมตูด แล้วก็แยกย้ายกันไปเล่น ดมตูดแล้วถูกใจ ก็กลายเป็นเพื่อนกันไป
แล้ววันอาทิตย์ดีดี ก็หมดไปอีกวัน จับรถไฟกลับบ้าน สบายอารมณ์
Filed under: Food : อยู่เพื่อกิน
จู่จู่ ก็นึกถึง พัฟ แอนด์ พาย แห่งครัวการบินไทยขึ้นมา ตอนอยู่เมืองไทยถ้าได้ขับรถไปส่งน้องชายที่ธรรมศาสตร์รังสิตทีไร ก็ต้องแวะไปอุดหนุนพายพะแนงกุ้งของเค้าทุกที อ.ม.จ. (ย่อมาจาก โอ้แม่เจ้า ก้อเห็นฝรั่งแถวนี้ เอะอะก้อย่อโน่นย่อนี่) อร่อยสุดขีด กินแล้วแก้มเป็นรูปหัวใจ ตัวพุ่งขึ้นฟ้าด้วย 555 ซื้อคราวละห้าหกชิ้น เหลือรอดกลับบ้านไม่เกินหนึ่งอัน คิดมาหลายอาทิตย์แล้วว่าจะทำเองดูสักตั้ง ไหนไหน พะแนงเราก็ทำเป็นแล้ว แต่พายนี่สิตัวปัญหา เลยต้องเข้าไปปรึกษาเชฟใน foodnetwork ได้ความว่า ใช้ pastry sheet สำเร็จรูปเลย แค่แกะออกมา หั่นและห่อ เลยจดมา พลางเดินท่องไปอย่างมีความสุข หั่นและห่อ หั่นและห่อ หั่นและห่อ ลั้นลา หั่นและห่อ
จริงๆแล้ว ไอ pastry รูปร่างหน้าตาและรสสัมผัสแบบนี้ ฝรั่งเขาเรียกว่า พัฟ แต่การบินไทยเค้าเรียกพายนี่นา เอ…แล้วเราจะตั้งชื่อของเราว่าอะไรดีน้าาาาาPower Puff Pie : พัฟ แอนด์ พาย พะแนงกุ้ง เหนือชั้นกว่า พัฟ ร้านนี้ และ พาย ร้านไหน เพราะมันเป็นทั้ง พัฟ แอนด์ พาย โห เท่ห์ระเบิดว่ะ มาลองทำกันดีกว่า

Power Puff Pie : เดอะ เระ สิ พี
ข้าวของที่ต้องช้อป
ในส่วนของพะแนง เราขอเป็น กุ้งหั่นเป็นชิ้นจิ๋วๆ มันฝรั่งจิ๋วด้วย น้ำพริกแกงพะแนง กะทินิดเดียวพอกะว่าทำไส้อ่ะ ไม่ได้ทำแกงนะจ๊ะ หวังว่าจะกะกันถูก น้ำปลา น้ำตาล
ส่วนแป้ง เราใช้ ready to bake pastry sheet ของ pepperridge
วิธีทำ
ก่อนอื่นต้องผัดส่วนผสมไส้ โดยเริ่มจาก เทกะทิลงกะทะ เทน้ำพริกจากกะบะ ลงกะทะในกะทิ (เอ่อ ลืมไปว่าคงไม่มีใครเอาสูตรนี้ไปตีพิมพ์ในหนังสือสอนออกเสียง กขค) เมื่อกะทิเดือดปุดๆ ก็ใส่กุ้งกับมันฝรั่งลงไป คลุกเคล้าจนสุกดี เติมน้ำปลา และน้ำตาลตามชอบ ใช้ไฟอ่อน คนไปเรื่อยๆจนมันฝรั่งเริ่มสุก เอาลงจากกะทะ พักให้เย็น แบบ real เย็นอ่ะ
เย็นพอแล้ว ก็เริ่มห่อ โดยนำ sheet มาแผ่ หั่นและห่อ หั่นและห่อ ที่ทดไว้ในใจตั้งแต่ไปเดินช้อปแป้งห่อ ก็นำมาใช้ตอนนี้แหละ แน่ะ ลืมไปแล้วสิ อันนี้เป็นทิปสำคัญ ห้ามลืม 555 หั่น sheet ตามใจชอบ ใส่ใส้เท่าไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ปิดพาย ของเราด้วยการเอาน้ำลูบ แล้วเอาปลายมาประกบกัน กดด้วยเล็บก็ได้ ถ้าเล็บสะอาด แต่ส่วนใหญ่ใช้ส้อม กดให้ขอบแน่นๆและเป็นรอยสวยงามอ่ะเสร็จแล้ว นำ พัฟ แอนด์ พายของเรา เข้าอบที่อุณหภูมิ 375 ฟาเรนไฮต์ เป็นเวลา 25 นาที ข้างกล่องเค้าว่างั้น แต่เรากลัว พัฟแอนด์พายของเราจะกลายเป็นไหม้แอนด์เบิร์นไปเมื่อไหร่ก็ได้ จึงแนะนำให้เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ ไปนั่งเฝ้าหน้าเตาอบเอา เห็นว่ามันเหลืองทองก็ถือว่ากินได้แล้วล่ะ

เสิร์ฟ พร้อม Himalaya Punch สิ เดี๋ยวบอกสูตรให้ ได้สูตรมาจาก จุดประกายของกรุงเทพธุรกิจพอดี เค้าบอกให้เอา น้ำสับปะรด ผสมกับ น้ำมะนาว เกรนาดีนสีเขียว แล้วก้อ โซดาหรือน้ำเซลท์เซอร์ ผสมและเชคในเชคเกอร์ รินใส่แก้ว เติมโซดาเพิ่มเล็กน้อยเท่านี้ เราก็สามารถมี Tea Time ไฮโซได้ไม่แพ้ madame et mademoiselle สมัย victoria อิอิ
Filed under: Food : อยู่เพื่อกิน
ปูผัดผงกะหรี่ เป็นอาหารประจำตระกูลเราเลยก็ว่าได้ เดือนพฤษภาคมของทุกปี จะมีการรวมตัวของตระกูลครั้งยิ่งใหญ่เพื่อฉลองงานวันเกิดอาม่า ในช่วงชีวิตต้นๆของจิ๊บ งานวันเกิดอาม่าจะถูกจัดขึ้นที่ร้านสมบูรณ์โภชนา ตรงถนนบรรทัดทอง เพราะที่นั่นมีปูผัดผงกะหรี่ไร้เทียมทาน จานเบ้อเร่อ ด้วยก้ามปูพันปีแทบจะใหญ่กว่าอุ้งมือหมี น้ำซอสที่กลมกล่อม และทีเด็ดไข่ปู ซึ่งก็คือไข่ไก่นั่นแหละ แต่รสชาติเข้ากันที่สุด ไม่ว่าญาติคนใดเป็นเจ้ามือจะต้องสั่งให้ทางร้านเพิ่มไข่ให้เสมอ เพราะเป็นที่โปรดปรานของหลานๆเจเนเรชั่นที่สาม จำได้ว่า ไข่ปูเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนั่งติดเก้าอี้โดยลืมการวิ่งเล่นรอบตู้สัตว์น้ำทะเลหน้าร้าน โอว แค่นึกถึงไข่ปูในซอสผงกะหรี่คลุกกับข้าวหอมมะลิร้อนๆก็อยากกลับเมืองไทยขึ้นมาทีเดียว
นอกจาก ปูผัดผงกะหรี่จะเป็นจานสำคัญในวันคล้ายวันเกิดอาม่าแล้ว ในครอบครัวของเราเองก็รับเข้ามาเป็นจานโปรด และจานเด่นของหม่าม้า แต่หม่าม้าได้นำมาดัดแปลงโดยใส่พริกเผาแทน รสชาติอร่อยไปอีกแบบ หวานๆดี ที่สำคัญ บ้านเราใช้น้ำพริกเผาสูตรรางวัลระดับชาติ เลยทำให้รสชาติเข้าขั้นเหลาได้เหมือนกัน สำหรับคนที่อาศัยอยู่นิวยอร์ค ถ้าได้เดินผ่านร้านขายอาหารทะเล ร้านที่ตรงกับเสาชิงช้า อันนั้นอ่ะ อันแดงๆ ก็คงอยู่ในอารมณ์เดียวกับเรา คือ อยากจะเหมาไป ต้ม ผัด แกง ทอด ให้รู้แล้วรู้รอด วันนี้จึงไม่พลาดซื้อก้ามปูของโปรดมาลองแสดงฝีมือดู ไหนๆก็ขนน้ำพริกเผาระดับชาติผ่านด่านมาแล้ว มาลองดูกันนะ ว่าจะอร่อย ชัวร์หรือมั่วนิ่ม
Crab a la Chinoise
แอบตั้งชื่อไฮโซ เผื่อจะสร้างบรรยากาศได้
ส่วนผสม : ปูสด ปูเป็น ปูเป็นเป็น หรือ ปูเป็นปู แล้วแต่ไม่ว่ากัน, กระเทียม, น้ำพริกเผา, ต้นหอมหรือคึ่นช่ายก็ได้, น้ำปลา, น้ำสะอาด หรือ น้ำสุก
วิธีทำ : เร่ิมจากตั้งน้ำมันบนกะทะให้พอร้อน ใส่กระเทียมลงไป พอให้เหลืองนิดหน่อยแล้วใส่ปูตาม ใส่ใข่ ปรุงรสตามใจชอบด้วยน้ำพริกเผาและน้ำปลา คลุกๆ ใส่น้ำลงไปนิดหน่อย เพื่อต้มปูให้สุก อย่าใส่มาก ไม่งั้นจะกลายเป็นข้ามต้มปู ปูสุก ชิมน้ำอีกที แล้วรอให้น้ำงวด ใส่ผักลงไปคลุก เป็นอันเสร็จพิธี
ออกมาสวยงามอย่างที่เห็น แต่ว่า อันนี้น้ำแห้งไปหน่อย
Filed under: Food : อยู่เพื่อกิน
ขอประเดิมบล้อกด้วยสูตรอาหารที่คิดเอาไว้ทำเองยามคิดถึงอาหารไทย อย่าไปขุ่นเคืองใจกับบริการที่เค้าทำไปเพื่อหวังทิปกันอีกเลย นี่คือความหวังใหม่ของอาหารไทย มี-เมด แห่งนิวยอร์คนคร
คิดเอง ทำเอง ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องขอให้ใครทำ (ให้นึกถึงเสียงโฆษณาหนังฮ่องกง)
จิบุกำกับ
จานแรกของบล้อก นึกย้อนไปถึงกรุงเทพเดือนธันวาเมื่อสามปีที่แล้ว หลังจากเสร็จจากห้องเชียร์ ลมเย็นพาพวกเราเดินจากอักษร เลียบอังรีดูนังต์ ออกไปปทุมวัน เลี้ยวซ้ายเวิร์ลด์เทรด ตรงไปยังร้านข้าวมันไก่ประตูน้ำที่รำ่รือ จนวันนี้ที่คิดจะทำข้าวมันไก่ก็เพราะ ฮุน รูมเมทเกาหลีชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน เลยมีโอกาสได้แจมและพูดคุยกับช่างภาพญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ญี่ปุ่นอยู่ตรงไหนขอให้บอก ตามไปคุย) เค้าเล่าว่าไปกรุงเทพมาห้าครั้งแล้ว ยังพ่วงว่าเป็นเพื่อนกับพี่ตั้ม วิศุษธิ์ พรนิมิต นักวาดการ์ตูน hesheit อีกด้วย สิ่งที่แกโปรดปรานเกี่ยวกับเมืองไทยที่สุดคงจะเป็น ถนนข้าวสาร และ ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ก็อย่างว่าล่ะเนอะ ข้าวไทยก็ต้องดีที่สุดอยู่แล้วล่ะ
ข้าวมันไก่ควีนส์
![]()
ส่วนผสม
ไก่ เอาทั้งเนื้อล้วนและเนื้อติดกระดูก, ข้าว, เกลือ, ผักชีทั้งใบและราก, ฟัก, กระเทียม และซีิิอิ๊วดำ
วิธีทำ
ก่อนอื่นก็ต้มน้ำแกงกับเนื้อไก่ติดกระดูก เนื้อล้วนค่อยใส่ลงไปต้มทีหลังพร้อมกับฟักก็ได้ ใส่เกลือเล็กน้อยพอให้น้ำแกงกลมกล่อม ระหว่างที่รอเดือดให้นำข้าวสารไปผัดในกะทะกับน้ำมันและกระเทียม พอให้เม็ดข้าวใส แล้วนำไปเทลงในหม้อหุงข้าวพร้อมกับน้ำซุปไก่ที่เดือดแล้ว คือใช้น้ำซุปไก่แทนน้ำธรรมดาหุงข้าวด้วยวิธีเดียวกันแต่ให้ใส่น้ำซุปเยอะหน่อย คราวที่แล้วใส่เท่าน้ำเปล่าแบบที่เคยหุงแล้วข้าวแข็งไปนิดนึง รอข้าวสุก หันมาเตรียม slice ไก่ ให้สวยงามเหมือนที่ร้านทำโดยหั่นเฉียงๆ พอข้าวสุกตักเสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปไก่ใส่ฟักและน้ำจิ้มเด็กซีอิ๊วดำนี่แหละ สูตรเรา (โดยส่วนตัวไม่ชอบน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวแบบที่เค้ากินกัน ก็เลยไม่ได้ทำ)
เห็นมั๊ยว่าง่าย ง่ายจนเราเองยังตกใจ
